
รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เปิดงาน “Green Life Cycle : MAKE IT GREEN” ปลุกพลังภาคธุรกิจโรงแรม-ท่องเที่ยว หนุน Low Carbon Tourism สู่เมืองสีเขียวอย่างยั่งยืน
.
วันนี้ (24 ก.ย. 69) เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมสุโขทัย 1-3 ชั้น 1 โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตร และร่วมการเสวนาภายในงาน “Green Life Cycle : MAKE IT GREEN จากความใส่ใจ สู่การลงมือทำ ให้โลกเป็นสีเขียว” โดยมี ผู้บริหาร ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และภาคการท่องเที่ยว เข้าร่วมงาน
.
นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า รายได้หลักของจังหวัดเชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือกว่าร้อยละ 70 มาจากภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งมีจุดขายสำคัญอยู่ที่ความงดงามของธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และอากาศที่ดี พบว่าแนวโน้มนักท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารฟื้นตัวดีขึ้นหลังเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนช่วงต้นปี ดังนั้น การเติบโตของภาคบริการจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ลดของเสีย ลดมลพิษ และลดการปล่อยคาร์บอนให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่
.
นอกจากนี้ รองผู้ว่าฯ ยังได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในอนาคตที่อาจเผชิญกับสภาวะเอลนีโญและความแห้งแล้ง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องเตรียมแผนการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ จากข้อมูลช่วงต้นปีพบว่าปริมาณการใช้น้ำของภาคบริการและครัวเรือนสูงถึง 26-27 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งตึงตัวเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำต้นทุนที่จัดสรรได้ การรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัดและการปรับตัวสู่แนวทาง Low Carbon Tourism จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ ในการเปลี่ยนมุมมองจากการกำจัดของเสีย เป็นการลดตั้งแต่ต้นทางและใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด เพื่อร่วมกันรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
.
ในโอกาสนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมแสดงความยินดีและมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอด ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และร่วมขับเคลื่อนจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
.

////////

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 โดยสินในน้ำ✍️….วิธีสังเกตจิตใจคน ธาตุแท้ของคน ให้ดูตอนถูกขัดใจ นิสัยของคน ให้ดูตอนเครียด น้ำใจของคน ให้ดูตอนมีน้อย ส่วนวุฒิภาวะ ให้ดูตอนแพ้ ความจริงใจ ให้ดูตอนหมดประโยชน์ ความรับผิดชอบ ให้ดูตอนทำผิดพลาด ความถ่อมตัว ให้ดูตอนประสบความสำเร็จ ส่วนความซื่อสัตย์ ให้ดูตอนที่ไม่มีใครเห็น คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ อย่าเชื่อใครที่คำหวาน แต่จงเชื่อสิ่งที่เขาทำกับเรา ที่สำคัญอย่าดูแต่คนอื่น จนลืมดูตัวเอง….สิ้นเดือนนี้คนแก่จะเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนที่จะเกษียณอายุราชการ คนที่ทำงานราชการแล้วเกษียณอายุ เป็นคนแก่ แต่ยังมีเงินบำนาญกินไปตลอดชีวิต แต่คนแก่ที่ไม่มีบำนาญอะไร มีเพียงเงินคนแก่ที่เป็นเศษเงินของนักการเมืองเพียงแค่ 600 จนถึง 1,000 บาท ที่ผู้นำประเทศของเราบอกว่า ที่คนแก่อยากได้เงินรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท ท่านบอกว่าไม่จำเป็น ให้ลูกหลานเลี้ยงดีแล้ว แต่ที่ผู้นำประเทศพูดนั้นมันช่างเป็นคำที่แสลงใจคนแก่ทั่วประเทศ ท่านผู้นำลองเอาส่วนไหนก็ได้คิดดูว่า ถ้าเป็นท่าน เงิน 600 ถึง 1,000 บาท ต่อเดือน ท่านว่ามันอยู่กันได้ไหมละ หรือว่าท่านอยู่ได้ อย่าสิว่า พี่น้องประชาชนเขามิได้มีเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านเหมือนกับท่านและพวก เงินเดือนของคนแก่ทั้งหลาย มันแค่เศษเงินค่ากาแฟของพวกท่าน ซึ่งพวกท่านกินกันแค่มื้อเดียว แต่คนแก่ที่ไม่มีจะกินเขาต้องกินกันทั้งเดือนกับเงิน 600 – 1,000 บาท….สำหรับคนแก่ที่มีเงินบำนาญน่าจะไม่เดือดร้อนสักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่า หลังจากนี้เป็นเวลาแห่งความสุข สุขใคร สุขมัน สุขนั้นเต็มใจ พอใจ เข้าถึงและเข้าใจมัน และอย่าหลงตนไปว่าคนอื่นไม่ดี ทำไม ไม่ทำอย่างที่เราคิด เพราะทุกคนมีความชอบ และความต้องการไม่เหมือนกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า สุขใคร สุขมัน ทำด้วยความสุขใจและพอใจ คนเกษียณทุกวันนี้ มีความสุขที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็สร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้ คนเดินสายกลาง บางคนไปท่องเที่ยว เพราะมีเวลา มีเงิน ไม่มีใครพะวงหน้าและหลังบางคนชอบขี่จักรยาน ได้ออกกำลังกายเห็นสิ่งสวยงามที่ซ่อนเร้นอยู่ริมรายทาง บางคนชอบ เข้าวัดทำบุญภาวนา ทำจิตใจให้สะอาด ดื่มด่ำในรสพระธรรม บางคนชอบทำสวน ปลูกพืชผักเป็นงานอดิเรกที่แสนวิเศษได้ทานของดี….บางคนเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม อุทิศตนให้สาธารณะกุศล ผู้ที่อุทิศตนให้กับประเทศชาติ เป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นบุคคลระดับมันสอง เป็นทรัพยากรที่มีค่า เป็นครูของแผ่นดิน บางคนช่วงเลี้ยงดูหลาน เขาว่าแขนงแรงกว่ากิ่งจริงนะ เป็นความสุขที่ได้ช่วยลูกและเฝ้าดูการเจริญเติบโตของเลือดเนื้อเชื้อไข บางคนได้ดูแลสามีและภรรยา จัดว่าประเสริฐนัก ดูแลคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ทำให้รู้ว่าน้ำตาลไม่มีวันคลายรสหวานคอยเติมเต็ม จะอะไรก็แล้วแต่ ที่สำคัญ แก่แล้วต้องอย่าลืมดูแลตัวเองให้มากที่สุด
….สินในน้ำ