
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและเข้าใจบริบทของพื้นที่มากที่สุด จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคีชุมชนชายฝั่งระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมบรรจงบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายสุชาติ ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแลทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดความยั่งยืน ไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดูแลทรัพยากรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“ชุมชนชายฝั่งไม่ได้เป็นเพียงผู้รับนโยบายหรือผู้รอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ต้องเป็นหุ้นส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากร ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการ และร่วมติดตามผลการจัดการในพื้นที่ของตนเอง” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีนางดาวรุ่ง ใจจริง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมทะเล ผู้แทนเครือข่ายชุมชนชายฝั่งจากทั้ง 6 ภูมินิเวศ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่นำมาหารือ ได้แก่ การจัดการพื้นที่ทางทะเลโดยชุมชน (LMMAs) การสนับสนุนบทบาทชุมชนในการดูแลอาณาเขตทางทะเล การอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล พะยูน และสัตว์ทะเลหายาก การจัดการขยะทะเลและมลพิษ การดูแลและฟื้นฟูป่าชายเลน ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร

“กรมทะเลต้องการให้เวทีนี้เป็นพื้นที่ที่ชุมชนสามารถสะท้อนปัญหาจากพื้นที่จริง ทั้งความสำเร็จ ข้อจำกัด และสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน พร้อมสร้างเครือข่ายที่ช่วยเหลือและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นำภูมิปัญญาและนวัตกรรมของแต่ละพื้นที่มาต่อยอด เพื่อสร้างพลังร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” อธิบดีกรมทะเล กล่าว
