กิจกรรม NPAT Nature Talk ครั้งที่ 73 วันที่ 13 สิงหาคม 2569 จัดโดย สมาคมอุทยานแห่งชาติ ณ อาคารวนศาสตร์ 60 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


“ยุทธศาสตร์การเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน ”

“ ชนชั้นใด เขียนกฏหมาย
ก็แน่ไซร้ เพื่อชนชั้นนั้น ”

โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจว่า เรื่องกฎหมายเป็นเรื่องไกลตัว จนเมื่อมีผลกระทบกับตนเอง จนกลายเป็นคดีความแล้ว จึงจะเข้าใจว่าไม่รู้กฎหมายอีกต่อไปไม่ได้แล้ว นั่นเป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับตัวบุคคล หรือความผิดต่อตัวบุคคล
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องกฎหมาย มีผลกระทบกับทุกคน เพราะกฎหมายจะถูกบังคับใช้กับทุกคน เสมอหน้ากัน และโดยที่กฎหมายมีผลกับทุกคนนั่นเอง เรื่องของการออกกฎหมาย หรือริเริ่มเสนอกฎหมาย จึงมีความสำคัญตั้งแต่ เริ่มต้น คือ ใครคือผู้ที่มีสิทธิ์ ในการเสนอกฎหมาย ตามบทบัญญัติที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้บัญญัติให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ตามมาตรา133 ในหมวด7 ซึ่งแต่เดิมมีเพียง สส และ ครม เท่านั้นจึงจะริเริ่ม และเสนอร่างกฎหมายได้ ทำให้โครงสร้างทางกฎหมาย และ การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างส่วนบน เช่นนี้แล้ว กฎหมายจึงถูกตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจส่วนบน ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ คือรัฐสภา แล้วใครเล่าอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ ก็จะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก สส และ สว นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าชื่อร่างกฎหมายได้ จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงลายมือชื่อรวมกัน 20 คน ซึ่งก็สามารถเสนอกฎหมายถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ตามขั้นตอนของพรบ.
การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พศ.2564 และการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนี้ก็อยู่ในสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่อยู่ในหมวด3 ของรัฐธรรมนูญ และหมวด5 ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็มีบทบัญญัติให้ไปทำการรณรงค์ เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ 10,000 รายชื่อ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตามขั้นตอนให้สภาผู้แทนพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

การเสนอและริเริ่มกฎหมายโดยภาคประชาชน เคยมีประสบความสำเร็จไหม ?
แน่นอนว่า เป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลาหลายปี และต้องอาศัยสะพานเชื่อมจากพรรคการเมือง ช่วยกันผลักดันส่งต่ออีกขั้นหนึ่ง เพราะโดยหน้าที่แล้ว สส.คือผู้ออกกฎหมาย เป็นอำนาจโดยตรงในกระบวนการนิติบัญญัติ ดังนั้นการออกกฎหมายโดยภาคประชาชน นอกจากการริเริ่มต้องออกแรงทำงานหนักต่อเนื่องครบถ้วนแล้ว ก็ยังต้องแสวงหาแนวร่วมจากพรรคการเมืองร่วมสนับสนุนอย่างสำคัญด้วย โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่พรรคการเมืองยังไม่มีความรู้เพียงพอ พรรคการเมืองก็จะเข้ามาให้ความสำคัญเข้ามาให้การสนับสนุนอีกด้วย
กรณีตัวอย่างของร่างกฎหมายในอดีต ที่ร่างโดยภาคประชาชนที่ประสบความสำเร็จ และพัฒนาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน คือ พรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
และจากร่างการ ”ไต่สวนสาธารณะ มาตรการยุติข้อขัดแย้ง ในการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม.. “

พัฒนาสู่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการทำประชาพิจารณ์
และกลายเป็นพรบ.การ ปฎิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 ในปัจจุบัน
และล่าสุด ร่างพรบ.การบริหารจัดการอากาศสะอาด พ.ศ…………..
ก็ดำเนินการต่อสู้มาสู่ชั้นขั้นการพิจารณา ผ่านผู้แทนราษฎร มีการตั้งกรรมาธิการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งใช้เวลาถึง 1ปี 7 เดือน ตั้งแต่ปี 2568-2569 และผ่านเข้าสู่การพิจารณาในวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้จะอยู่ในขั้นตอน การตั้งกรรมาธิการร่วมจาก 2 สภา คือจากสภาผู้แทนและวุฒิสภา เป็นลำดับต่อไป เนื่องด้วยในชั้นพิจารณาของวุฒิสภานั้น ได้มีความเห็นแย้งในหลายมาตรา นั่นเอง
การร่างกฎหมาย และเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความรู้ความสามารถของประชาชนเองว่า ” ใครคือประชาชน ที่ลุกขึ้นมาเขียนกฎหมาย ” ซึ่งต้องมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ที่มองเห็นปัญหา มองเห็นทางออก และสามารถผสานความรู้ ความคิด พลังจากหลายๆฝ่าย ไม่ว่าที่มาจากภาคประชาชนเอง จากภาควิชาการ ภาคราชการ ซึ่งต้องพี่งพานักเทคโนแคร็ท นักกฎหมาย และผู้รู้อีกมากมายจำเป็นต้อง”สุมหัวคิด” และ ” ใช้หัวลุย ” ทำงานร่วมกันฝ่าฟันกว่าจะเขียนเสร็จ เป็นร่างกฎหมาย และกว่าจะทำการเสนอร่างให้กับประธานสภาผู้แทน ให้เป็นไปตามกระบวนการ
กระทั่งถึงรวบรวมลายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอีก 10,000 รายชื่อให้ได้ภายใน 1 ปี เพื่อส่งเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ถึงกระนั้นก็ยังต้องไปต่อสู้ทางความคิด ความรู้กันอีกในชั้นกรรมาธิการ และเข้าสู่การพิจารณาทั้ง 2 สภาอีก
ทำไม ? ประชาชน ต้องเสนอกฎหมายด้วยตัวเอง ที่เป็นคำถามที่เกิดขึ้น จากกฎหมายต่างๆที่ประกาศใช้แล้ว ไม่นำไปสู่การปฎิบัติ เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรม และบริบทของสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ชีวิต วิธีคิดและวิถึใช้ชีวิตของคนที่อยู่ในโครงสร้างส่วนบน หรือผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำในรัฐบาล หรือในรัฐสภา ทั้งที่เป็นสส. และสว. ผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ไม่เข้าใจความต้องการของประชาชน ไม่สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้ ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงต้องใช้สิทธิ์การมีส่วนร่วมโดยตรงในการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแสดงออกถึงอำนาจอธิปไตยของตน ที่ต้องการควบคุมประเด็นปัญหาและต้องการแก้ไข และ แน่นอนไม่ให้การออกกฎหมายถูกผูกขาดอยู่กับโครงสร้างส่วนบน คือ นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหาร
ตามคำกล่าวที่ว่า ” ชนชั้นใด เขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้ เพื่อชนชั้นนั้น ”
การเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน ย่อมมีความเป็นไปได้ หากประชาชนเป็นผู้ริเริ่มและเสนอตัวขึ้นมาแสดงเจตน์จำนง ในการร่างกฎหมายนั้นอย่างมุ่งมั่นแท้จริง

Related posts