

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยสินในน้ำ✍️….การบวชใจต้องสะสางไม่สะสม บุคคลที่บวชเข้ามาเพื่อดับทุกข์จริง ๆ จะยากจน ไม่สะสมสิ่งใดให้เป็นภาระ ทรัพย์สินชื่อเสียง เป็นเรื่องของทางโลก ส่วนทางธรรม ต้องเอาการสละละเป็นที่ตั้ง ฆราวาสจะแข่งกัน รวยเป็นธรรมดาของโลก แต่พระต้องแข่งกันจน แข่งกันละกิเลสตัณหา เป็นพระแต่รวยกว่าฆราวาส มันผิดวิสัยพระ ขอเขากินแต่รวยกว่าเขา ก็คือมิจฉาอาชีวะ ความไม่มีไม่เป็น ความพอเพียงคือเครื่องหมายการประพฤติพรหมจรรย์เป็นพระแต่ร่ำรวย สะสมทรัพย์สินนั้นคือการประจานตนเองว่าบวชแค่กาย ไม่ได้บวชใจ….ผมมีข้อมูลอยู่เรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจเข้าใจผิดกันมานาน เวลาคนที่เรารักจากไป เรารีบทำบุญ รีบถวายสังฆทาน รีบกรวดน้ำแล้วหวังว่าเขาจะได้รับทันทีเหมือนโอนเงินเข้าบัญชี แต่ความจริงตามหลักพุทธศาสนา มันลึกกว่านั้นมาก ลองนึกภาพกันแบบนี้ ชีวิตคนเราเหมือนนักเดินทางที่ต้องขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย พอรถไฟออกจากชานชาลาแล้ว คนที่ยืนอยู่บนสถานีจะร้องไห้ จะตะโกน จะจัดงานใหญ่แค่ไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนปลายทางของรถไฟขบวนนั้นได้เพราะปลายทางถูดกำหนดจากตั๋ว ที่เขาซื้อไว้ก่อนขึ้นรถ และตั๋วนั้นก็คือกรรมของเขาเอง นี่คือความจริงที่หลายคนไม่อยากฟัง ชะตาหลังความตายไม่ได้ขึ้นอยู่กับพิธี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพระ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนซอง….และไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอลังการณ์ของงาน แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาคิด พูด และทำไว้ตอนยังมีชีวิตอยู่ หลายคนถามว่า แล้วอุทิศบุญให้ผู้ตายไม่ได้ผลเหรอ คำตอบคือได้ แต่มีเงื่อนไข เหมือนส่งพัสดุไปหาคนคนหนึ่ง ถ้าผู้รับอยู่ในที่ที่รับได้และอนุโมทนาได้ บุญก็ส่งถึง แต่ถ้าผู้รับไม่ได้อยู่ที่นั้นแล้ว หรือไปอยู่ในภพที่รับไม่ได้ พัสดุนั้นก็ไม่สูญหาย มันย้อนกลับมาหาเจ้าของเดิม ก็คือผู้ให้บุญนั้นเอง ฟังดูเหมือนข่าวร้าย แต่จริง ๆ มันคือข่าวดี เพราะแปลว่า บุญไม่มีวันสูญเปล่า ทำดีแล้วไม่เคยขาดทุน เหมือนฝากเงินเข้าธนาคารแห่งกรรม ดอกเบี้ยอาจมาช้า แต่ไม่เคยหายไปไหน อีกเรื่องที่คนชอบเข้าใจผิดคือ วิญญาณยังไม่ไปไหนเพราะยังไม่ได้ทำพิธี ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม แต่ในทางธรรม จิตไม่ได้ติดค้างเพราะขาดพิธี สิ่งที่พาเขาไปคือกรรมของเขาเอง ไม่ใช่โต๊ะจีน ไม่ใช่ดอกไม้หน้าศพ และไม่ใช่จำนวนพวงรีด….สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้กำลังสอนอะไรให้เรา มันกำลังตะโกนใส่หน้าคนเป็นทุกคนว่า เลิกกังวลเรื่องช่วยคนตาย จนลืมดูแลคนเป็นบาง คนจัดงานศพให้พ่อให้แม่อย่างยิ่งใหญ่ แต่ตอนที่ท่านยังอยู่ แทบไม่ได้โทรหา แทบไม่ได้แลท่าน บางคนทำบุญอุทิศให้คนรักทุกปี แต่ตอนที่เขายังมีลมหายใจ กลับไม่มีเวลาให้ ความจริงที่เจ็บแต่จริงคือ ดอกไม้ที่วางบนโลงศพ ไม่เคยมีค่ามากกว่าคำพูดดี ๆ ในวันที่เขายังฟังได้ เพราะฉะนั้น ถ้ายังมีพ่อแม่อยู่ กอดท่าน ถ้ายังมีคนรักอยู่ ดูแลเขา ยังมีเพื่อนดี ๆ อยู่รักษาเขาไว้ อย่ารอให้เหลือแค่รูปถ่ายแล้วค่อยคิดถึง เพราะเมื่อถึงวันสุดท้าย สิ่งที่ติดตามเราไปจริง ๆ ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่รถ ไม่ใช่ยอดเงินในบัญ ชี แต่คือ กรรมที่เราสร้างไว้และความดีที่เราทำกับคนรอบข้างในวันที่ยังมีลมหายใจ และนั้นแหละ คือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ที่เอาติดตัวข้ามความตายไปได้จริง
....สินในน้ำ
