
องคมนตรีตรวจเยี่ยมโรงเรียนสังวาลวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมมอบสิ่งของพระราชทาน เป็นขวัญกำลังใจให้นักเรียนและคณะครู
****************************

พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์และคณะ ในโอกาสตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ และร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นางประกาทิพย์ ผาสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัด
เชียงใหม่ รายงานผลการดำเนินงานของโรงเรียน พร้อมนำเสนอสภาพปัญหาของโรงเรียน แนวทางการแก้ไขปัญญา และข้อเสนอขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิฯ ตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร โดยมีผู้แทนฝ่ายทหาร ตำรวจ นายอำเภอ ส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการสถานศึกษา คณะครู อาจารย์ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 เข้าร่วมต้อนรับและร่วมประชุมจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และคณะ ได้พบปะกับนักเรียนเกือบ 1,000 คน และ ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของนักเรียนทุกกิจกรรม จนมีความประทับใจอย่างยิ่ง

************************

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 โดยสินในน้ำ✍️….ตัณหาคือความหิวที่ไม่รู้อิ่ม กายหิว ไม่เท่าไหร่ แต่ใจหิว คือทุกข์อันยิ่ง สัตว์ที่หิวโหย อาจดุร้าย ขโมย แย่งชิง แต่นั้นคือ สัญชาตญาณแห่งการเอาชีวิตรอด แต่เมื่อมันอิ่ม เมื่อรู้สึกปลอดภัย มันก็จะสงบ มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตที่อ้างว่ามีปัญญา กลับใช้ชีวิตเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ เมื่อร่างกายได้รับอาหารจนอิ่มจิตใจก็เริ่ม จะหิว ในสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ยิ่งได้ก็ยิ่งหิว ยิ่งมีมากก็ยิ่งหิวมาก คนจนหิวข้าวคนรวยหิวแสงในสังคมมันไม่ใช่ความหิวเพื่อการอยู่รอดอีกต่อไป แต่เป็นความหิวของกิเลส ที่ไม่รู้จักพอ นี่คือสิ่งที่แตก ต่างกัน ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ สัตว์มันหยุดเมื่ออิ่ม แต่มนุษย์ ไม่รู้จักอิ่ม สงครามและสิ่งเลวร้ายในโลก ล้วนเริ่มต้นมาจากความหิวที่เรียกว่า ตัณหา….เมืองไทยในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น ที่เขาได้แสดงทรรศนะถึงจุดอ่อนของคนไทยเอาไว้ 10 ข้อ พี่น้องก็ลองพิจารณากันเอาเองว่า นักลงทุนชาวญี่ปุ่นเขาพูดจริงหรือว่าพูดลอยๆ ถ้าอ่านจบว่ามันจริงหรือไม่เขาบอกเอาไว้อย่างนี้ว่า 1. คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม คือ ประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็นธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ 2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาส ในการที่จะแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง จึงตามหลังชาติอื่น คนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า….3. มองอนาคตไม่เป็นคนมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ทำงานแบบไร้อนาคต ทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่ทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนมีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน 4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงไปเรื่อยๆ 5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60 –70 % ที่อยู่ห่างไกล จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม…. 6.การบังคับกฏหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่มีอำนาจหรือบริวาร จะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน 7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี่ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงินโดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว ยังไม่จบขอต่อพรุ่งนี้อีกวัน ยังเหลืออีก 3 เป็นไงครับเขาวิจารย์ได้สะใจไหมละพี่น้อง
….สินในน้ำ
