
วัดช่างเคี่ยนตัวแทนวัดของจังหวัดเชียงใหม่ เข้ารับการตรวจประเมิน จากคณะกรรมการคัดเลือกวัด “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้าง สุข” ในระดับภาคเหนือ
**************************

จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมคณะทำงานกลั่นกรอง บริหารจัดการกิจการ น้ำพุร้อนสันกำแพง ติดตามผลการดำเนินงานปี 2568 เดินหน้าพัฒนาสู่ต้นแบบการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน
**********************

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 โดยสินในน้ำ✍️….ความหิวแห่งตัณหา เรากินอิ่มท้องทุกวัน แต่ใจกลับหิวตลอดเวลา เรามีสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ไม่รู้จักว่า พอ สิ่งที่เราขาดไม่ใช่ ข้าวสารหรือปัจจัยสี่ แต่สิ่งที่ขาดคือ ความหมาย ของการมีชีวิตอยู่ ความหิวมี 2 ประเภท คือหิวทางกาย กับหิวทางใจ ความหิวทางใจ ต่างจากความหิวทางกาย เพราะร่างกายจะหิวเมื่อขาดพลังงาน แต่จิตใจจะหิว เมื่อขาดสติปัญญา เราเรียนรู้ที่จะแสวงหามาสนองความหิวแต่เราไม่เคยเรียนที่จะหยุด หรือรู้จักพอ เราสะสมทุกสิ่ง ถือเอาไว้ในมือจนลืมว่าสุขที่แท้จริง มันอยู่ที่การวาง เรากลัวความว่างราวกับว่ามันเป็นศัตรู ทั้งที่ความว่างคือที่พักเดียวในใจได้หยุดหิว นตุถิ ตณุหาสมา นที ตัณหาคือสายน้ำเชี่ยวที่พัดพาไปสู่ทุกข์….การยุบสภาของรัฐบาลเสี่ยหนู อนุทิน ในมุมมองของชาวบ้านอาจจะหวั่นวิตกว่า เรื่องต่างๆ จะมีปัญหาหรือไม่ เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกคน ยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ในช่วงระยะเวลา 45-60 วัน ในฐานะรักษาการ จนกว่า กกต.จะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งออกมา คณะรัฐบาลชั่วคราวชุดนี้ก็จะหมดวาระหน้าที่ลง แต่นายกรัฐมนตรี ยังทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อกองทัพได้….การประกาศยุบสภาฯ จะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.)ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล สิ้นสุดลงในทันที หมายความว่าที่พากับออกมาโหวกเหวกโวยวาย จะยื่นซักฟอกนายกรัฐมนตรี หรือจะยื่นเรื่องข้อพิพาทกับเขมร จะหมดสิทธิ์ทั้งหมด ทุกคนต้องแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน เพราะหน้าที่ตัวแทนประชาชน ได้สิ้นสุดลงหมดแล้ว การประกาศยุบสภาฯ ทำให้นายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจลงนามทำสัญญาพันธะใดๆ หรืออำนาจตัดสินใจที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ดังนั้นคนที่ซวยก็คือเขมร ทรัมป์ อันวาร์ เพราะประเทศไทยจะไม่มีผู้นำไปเจรจาหาข้อยุติในการสู้รบกับเขมร เพราะอำนาจเรื่องข้อพิพาททั้งหมด จะถูกถ่ายโอนไปให้ กองทัพเป็นผู้ดูแลแทนทั้งหมด….รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม หมดสิทธิ์เข้าประชุมเจรจา ทุกอย่าง และไม่มีอำนาจในกองทัพอีกต่อไป เป็นได้แค่เป็นผู้สังเกต การณ์เท่านั้น และให้คำแนะนำในบางเรื่อง ปัญหาข้อพิพาททางชายแดน จะเปิดไฟเขียวให้กับกองทัพไทย เป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม และไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาฯ (เพราะไม่มีสภาแล้ว) เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว อำนาจการปกป้องอธิปไตยจึงเป็นของกองทัพทั้งหมด สามารถเบิกจ่ายอาวุธ มาถล่มเขมรได้ไม่อั้น เมื่อมีรัฐบาลใหม่ กองทัพ สามารถนำเสนอ งบประมาณเพิ่มเติมได้ จากภาวะเหตุการณ์สู้รบกับเขมร ที่ต้องใช้งบประมาณที่มีอยู่ไปจำนวนมาก ดังนั้นถ้ากองทัพ อยากทดสอบอาวุธใดๆ ที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้ถูกนำมาใช้ ก็เป็นโอกาสที่ดีว่าอาวุธที่มีอยู่ ใกล้เสื่อมสภาพหรือยัง ต้องนำมาใช้ทดสอบกับเขมรทั้งหมด จะได้ซื้อใหม่ นี่คือเหตุผลที่มาเล่าสู่กันฟัง
…..สินในน้ำ
