ผู้ว่าฯ พะเยา เน้นย้ำเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์พายุและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย ปี 2568

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายรัฐพลนราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้ส่งหนังสือ ถึงนายอำเภอ ทุกอำเภอ ผู้อำนวยการอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา นายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ ประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา และทุกภาคส่วน ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์พายุและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2568 ในพื้นที่จังหวัดพะเยา

ด้วยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูร้อนและเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เนื่องจากบริเวณประเทศไทยตอนบน สภาพอากาศมีฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมพื้นที่ มากกว่าร้อยละ 60 และต่อเนื่อง 3 วัน ขึ้นไป ประกอบกับลมชั้นบนที่พัดปกคลุมประเทศไทยที่ระดับความสูง ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ได้เปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดนำความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามา ปกคลุมบริเวณประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนลมชั้นบนที่ระดับความสูงประมาณ 10 กิโลเมตร ได้เปลี่ยนทิศ เป็นลมฝ่ายตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทยในปีนี้ อนึ่ง ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีปริมาณ ฝนน้อย หลังจากนั้นปริมาณและการกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้นสำหรับฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนจะสิ้นสุด ประมาณกลางเดือนตุลาคม เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2568 ในพื้นที่จังหวัดพะเยา เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 1. เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์สภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และใช้กลไกทั้งท้องถิ่น และท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ตลอดจนอาสาสมัครภาคประชาชน ในการเฝ้าระวัง ติดตามแนวโน้ม สถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัย พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้ครอบคลุม ทุกพื้นที่และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ทุกช่องทาง 2. การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำ พื้นที่ทุ่งรับน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ รวมทั้งเร่งกำจัดสิ่งกีด ขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลองสาธารณะ ท่อระบายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุทกภัยเป็นประจำ เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการระบายน้ำให้เต็มศักยภาพ 3. การดูแลสถานที่สำคัญ ให้เตรียมการป้องกันพื้นที่ โดยการจัดทำแนว คันกั้นน้ำ วางแผน ติดตั้งเครื่องจักรกลสาธารณภัยไว้ในพื้นที่เสี่ยงเป็นการล่วงหน้า เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ ในสถานที่ สำคัญ อาทิ สถานพยาบาล โรงเรียน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ โบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านเรือนที่พักอาศัยของประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้ทางน้ำ ริมตลิ่ง หรือที่พักอาศัย ที่อยู่ใกล้ทางผ่านของน้ำ 4. การสร้างการรับรู้สู่ประชาชน โดยใช้ช่องทางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารให้ไปถึงประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงได้โดยตรง อาทิ หอกระจายข่าว เครือข่ายภาคประชาชน ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนทราบสถานการณ์ และทราบถึงสิทธิการได้รับความช่วยเหลือและหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ รวมถึงให้มี การเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องอพยพได้อย่างทันท่วงที 5. การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในการรองรับการอพยพ ให้จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับเป็นที่พักอาศัยของผู้ประสบภัย ในกรณีสถานการณ์มีความรุนแรงจนต้องอพยพกลุ่มเปราะบาง ประชาชน ให้ออกจากบ้านเรือนที่อาศัยอยู่เป็นประจำ โดยต้องพิจารณาสถานที่ที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และไม่อยู่ในบริเวณ พื้นที่เสี่ยง 6. กรณีเกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในทุกระดับ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการระดมสรรพกำลังและทรัพยากรจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งประสานการเผชิญเหตุ ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ พลเรือน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ และอาสาสมัครในพื้นที่ ได้อย่างมีเอกภาพ 7. การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย ให้ความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและการดำรงชีพก่อนเป็นอันดับแรก อาทิ การจัดหาอาหาร ยารักษาโรค การรักษา ความปลอดภัยให้ประชาชน การจัดหน่วยแพทย์คอยดูแลสภาพร่างกายและสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว ตลอดจนขอให้กำชับ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องถือปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด 8. การขอรับการสนับสนุนทรัพยากร ขอให้ประสานการปฏิบัติการกับกองอำนวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต หรือผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 05444 9644โทรสารหมายเลข 054449647 หรือทางไลน์กลุ่ม “ปภ./ปลัดป้องกันฯ” หรือ สายด่วน “1784” ตลอด 24 ชั่วโมง

Related posts