รพ.สวนดอก แนะรับมือกับโรคที่มากับหน้าร้อน

อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ออกเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับโรคที่มาในช่วงหน้าร้อน ที่อาจส่งผลต่อสภาพร่างกายให้ไม่ปกติ เพื่อเตรียมรับมืออย่างระมัดระวังในการดูแลสุขภาพ ให้ปลอดภัยและถูกวิธี

ผศ.พญ.กรองกาญจน์ สุธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีกลไกคอยควบคุมให้เกิดภาวะสมดุลของอุณหภูมิที่ประมาณ 37 องศาสเซลเซียสและช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายร้อนจนเกินไป ได้แก่ การขยายตัวของหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังเพื่อช่วยระบายความร้อน การทำงานที่เพิ่มขึ้นของหัวใจที่บีบตัวเร็วและแรงขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย การหายใจที่เร็วขึ้นเพื่อให้ลมพัดผ่านความร้อนในร่างกายจากภายในออกมา รวมถึงในบางครั้งเมื่อร่างกายขาดน้ำ ไตจะคอยช่วยกักเก็บน้ำและเกลือแร่เอาไว้ โดยกลไกทั้งหมดนี้มีศูนย์กลางการควบคุมที่สมอง

ดังนั้นหากมีปัญหาเกี่ยวกับโรคที่กระทบต่ออวัยวะต่างๆ ก็จะกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิ และสภาพอากาศภายนอกไม่ได้ จนทำให้เกิดโรคจากความร้อนได้ เช่น โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก โดยกลุ่มผู้ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป (ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไต) รวมถึงผู้มีภาวะของโรคอ้วน นักกีฬา ผู้ที่ทำงานในที่โล่งที่มีแดดจ้า ผู้ที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ผู้ที่รับประทานยาประจำตัว โดยเฉพาะยากลุ่มที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง หรือยากลุ่มที่ขับยาปัสสาวะ ยาที่การรักษาทางจิตเวช ยาแก้แพ้ และกลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์

วิธีการป้องกันคือ ให้จิบน้ำอย่างต่อเนื่อง แนะนำสำหรับบุคคลปกติที่แข็งแรง ไม่ได้สูญเสียเหงื่อ ให้จิบน้ำวันละ 2-3 ลิตร(1 ชั่วโมง 2 แก้ว) เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการขาดน้ำ หากเป็นบุคคลที่สูญเสียเหงื่อมากแนะนำให้รับประทานเกลือแร่ร่วมด้วย และให้สังเกตสีปัสสาวะว่ามีลักษณะสีเข้มหรือไม่ หากสีเข้มให้ค่อยๆจิบน้ำอย่างต่อเนื่อง หากอุณหภูมิอากาศบริเวณข้างนอกสูง มีแดดจ้า ให้งดหรือเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ที่มีแดดจ้า สวมเสื้อผ้าระบายความร้อนได้ดี สวมแว่น หมวก กางร่ม ทาครีมกันแดด ห้ามทิ้งเด็กไว้ในรถ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ เพราะกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยจนอาจขาดน้ำได้ และพยายามพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้ตามปกติ

อาการของโรคที่มักจะมากับหน้าร้อนที่พบบ่อยคือ ผดผื่น หากมีอาการมาก มือเท้าอาจจะพองได้ เกิดจากหลอดเลือดที่บวมขึ้น แนะนำให้ยกเท้าสูงและรับประทานเกลือแร่จะหาย แต่หากพบอาการบวมนี้ในผู้ป่วยโรคหัวใจร่วมกับมีเหนื่อยหอบ อาจจะเป็นภาวะน้ำเกิน ควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์รักษา ผู้ป่วยจากความร้อนบางรายที่อาการรุนแรงปานกลาง อาจมีอาการเป็นตะคริวตามร่างกายหรืออ่อนเพลียจนเป็นลมหน้ามืดได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากด้วยโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก จะมีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส ผิวหนังแดง และแห้ง ไม่มีเหงื่อออก มีอาการทางสมองทำงานผิดปกติ สับสน กระวนกระวาย ชัก ซึมลงจนหมดสติ เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาการเหล่านี้น่าเป็นห่วงมากที่สุดเพราะอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรพาผู้ป่วยหลบแดดย้ายมาอยู่ในที่ร่ม ถอดหรือคลายเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก พยายามช่วยลดอุณหภูมิจากร่างกายโดยเร็วที่สุด โดยเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นโดยเฉพาะที่บริเวณข้อพับและขาหนีบ เป่าพัดลมที่มีไอน้ำเย็น กรณีผู้ป่วยรู้สึกตัวอยู่สามารถให้ดื่มน้ำและน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยได้ แต่กรณีไม่รู้สึกตัว อย่าพยายามให้ดื่มหรือรับประทานเพราะอาจสำลักได้ ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน 1669 หรือรีบนำผู้ป่วยส่งยังโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดเพื่อทำการรักษาอย่างใกล้ชิดต่อไป

โรคที่ควรระมัดระวังเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารในช่วงหน้าร้อน ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคบิด ไข้รากสาดน้อย อาหารเป็นพิษ อหิวาตกโรค และไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่ สุก ใหม่ สะอาด และล้างมือก่อนรับประทานอาหารอยู่เสมอ รวมถึงต้องระมัดระวังของหวาน และผลไม้ที่มีรสหวานจัดในช่วงหน้าร้อน นอกจากน้ำตาลจะสูง และทำให้มีแคลอรี่สูงแล้ว ร่างกายจะเกิดภาวะการเผาผลาญที่มากทำให้เกิดความร้อนในร่างกายตามมาได้

ในช่วงหน้าร้อนโรคพิษสุนัขบ้าควรระมัดระวัง อย่าแหย่ให้สุนัขโมโห อย่าเหยียบสุนัขให้ตกใจ อย่าแยกสัตว์ที่กัดกันด้วยมือเปล่า อย่าหยิบแย่งจานอาหาร และอย่ายุ่งกับสุนัขที่ไม่ได้เลี้ยง และหากถูกสุนัขกัด ข่วน ให้ล้างแผลด้วยน้ำที่สะอาด ด้วยสบู่นานๆ หลายครั้ง ใส่ยา เช็ดแผลให้แห้งแล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ ขังสัตว์เพื่อสังเกตอาการ 10-15 วัน และพบแพทย์เพื่อรักษา และฉีดวัคซีนตามกำหนด

นอกจากนี้ควรระวังในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 วิธีการป้องกันจากสภาวะอากาศฝุ่นละออง PM 2.5 โดยหมั่นตรวจสภาพอากาศ หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน งดสูบบุหรี่หรือไปในสถานที่ที่ได้กลิ่นในช่วงที่พบฝุ่นละออง ไม่เผาขยะโดยเฉพาะขยะที่มีสารพิษ ปิดประตูหน้าต่างเพื่อป้องกันฝุ่นละอองเข้าบ้าน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและทำงานหนักนอกบ้าน ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ ลดการใช้รถยนต์ หรือใช้เท่าที่จำเป็น”

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร
งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Related posts